นักมานุษยวิทยาชาวออสเตรเลียท่านหนึ่ง ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขามานุษยวิทยาสื่อและเข้ามาทำงานภาคสนามในเมืองไทย เคยตั้งข้อสังเกตว่าการเกิดขึ้นและเริ่มแพร่หลายของสื่อสมัยใหม่เมื่อเกือบสองทศวรรษก่อน เช่น โทรทัศน์, เทปวิดีโอวีเอชเอส, และสถานีโทรทัศน์เคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นที่แพร่หลายในวงแคบ ได้ส่งผลให้ อัตลักษณ์แห่งชาติไทย  หรือ ความเป็นไทย ที่ถูกเผยแพร่ในพื้นที่สื่อเหล่านั้นไม่ได้ถูกผูกขาดในการนิยามความหมายจากหน่วยงานภาครัฐอีกต่อไป แต่ ความเป็นไทย ดังกล่าวได้ถูกนำเสนอเป็น ภาพตัวแทน ที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยผู้ผลิตสื่อภาคเอกชน ด้วยเหตุนี้ ความเป็นไทย ในพื้นที่สื่อสมัยใหม่ จึงไม่ได้มีเพียงแค่ภาพวัฒนธรรมอันเก่าแก่งดงาม/ดีงามหรือความสุขสงบเพียงเท่านั้น ทว่ายังเต็มไปด้วยภาพของการก่ออาชญากรรมอันโหดร้ายรุนแรงต่าง ๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคม

 

เวลาผ่านไปร่วม 20 ปี ปัจจุบันโทรทัศน์และสถานีเคเบิ้ลทีวี/จานดาวเทียมได้กลายเป็นปัจจัยหลักในการดำเนินชีวิตของผู้คนจำนวนมากในสังคมไทย ขณะที่เทปวิดีโอวีเอชเอสกลับกลายเป็นเทคโนโลยีที่สูญสลายตายจากไปและถูกแทนที่ด้วยแผ่นดีวีดี แต่ ความเป็นไทย กระแสหลักกลับยังถูกผลิตซ้ำและลงหลักปักฐานในพื้นที่สื่อสมัยใหม่อย่างเข้มข้นแข็งแกร่ง ทั้งโดยหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน (ซึ่งมีประสิทธิภาพยิ่งกว่ารัฐและอาจมีวิธีคิดบางด้านที่เป็นรัฐเสียยิ่งกว่าหน่วยงานภาครัฐทั้งหลาย)

 

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ของสื่อสมัยใหม่นั้นไม่สามารถจะถูกผู้ใดผูกขาดได้โดยสิ้นเชิง และผู้กำกับหนังชาวอังกฤษที่ชื่อว่า โธมัส เคลย์ ก็เข้ามาช่วยตอกย้ำให้เรามองเห็นถึงข้อสังเกตของนักมานุษยวิทยาชาวออสเตรเลียท่านนั้นอย่างชัดแจ้งอีกครั้งหนึ่ง ผ่านหนังเรื่อง ซอยคาวบอย ของเขา

 

ครึ่งแรกหรือส่วนใหญ่ของซอยคาวบอยเป็นเรื่องราวว่าด้วยชีวิตของผัวฝรั่งกับเมียไทยในอพาร์ตเม้นต์แห่งหนึ่งย่านกรุงเทพมหานคร ที่ดำเนินไปอย่างธรรมดาสามัญ คือ มีทั้งดี เลว สุข ทุกข์ ซึ่งอาจไม่งดงามสวยซึ้ง ทว่าก็ไม่ได้มีความรุนแรงสุดขั้วใด ๆ เกิดขึ้น เรื่องราวช่วงนี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพขาวดำ แต่แล้วเมื่อทั้งสองคนเดินทางไปท่องเที่ยวและค่อย ๆ ปลดปล่อยอารมณ์ให้ดื่มด่ำดิ่งลึกลงสู่ ความเป็นไทยกระแสหลัก บริเวณโบราณสถานเก่าแก่งดงามที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หนังเรื่องนี้ก็ถูกหักเหเปลี่ยนแปลงแนวทางอย่างฉับพลัน

 

ตัดกับภาพขาวดำในครึ่งแรก เรื่องราวช่วงหลังของซอยคาวบอยถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพสี ที่ว่าด้วยชีวิตของคนต่างจังหวัด/อีสานซึ่งดำรงตนคาบเกี่ยวอยู่กับพื้นที่ชนบท, กรุงเทพฯ, และต่างประเทศ เรื่องราวดังกล่าวแลดูธรรมดาเรียบง่ายไม่ต่างอะไรกับในช่วงครึ่งแรก แต่แล้วเรื่องราวส่วนนี้ก็ต้องลงเอยด้วยความโหดร้ายรุนแรงอย่างสุดขั้วที่ดำเนินไปในท่วงทำนองแบบสามัญ รวมทั้งยังย้อนแย้งกับวัตถุมงคลจตุคามรามเทพและวีรบุรุษเหรียญทองโอลิมปิกคนแรกของชาติไทยที่ปรากฏกายขึ้นในครึ่งหลังของหนังอย่างชัดเจน ราวกับเป็นการบ่งบอกว่าเหตุการณ์รุนแรงในตอนท้ายของหนังเรื่องนี้ คือ ความเป็นไทย อีกด้านหนึ่ง ซึ่งแตกต่างสิ้นเชิงกับ ความเป็นไทย ที่รัฐไทยและคนไทยจำนวนมากภาคภูมิใจ เช่นเดียวกันกับผัวฝรั่งและเมียไทยคู่เดิมที่ปรากฏกายขึ้นอีกครั้งหนึ่งในช่วงท้ายของหนัง ทว่าบทบาทและความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดตามเรื่องราวที่ผันแปร

 

เมื่อพิจารณาถึงการแบ่งแยกช่วงขาวดำและช่วงสีของซอยคาวบอย ตามความเห็นส่วนตัว ผู้เขียนคิดว่าภาพสีและความรุนแรงในตอนท้ายของหนังเรื่องนี้อาจไม่มีความจำเป็นมากนัก เนื่องจากจริง ๆ แล้ว หนังส่วนที่ถูกถ่ายทอดภาพขาวดำก็มีเฉดสีที่หลากหลายของเรื่องราวและตัวละครอยู่ โดยไม่ต้องการการเปลี่ยนสีที่เป็นรูปธรรมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เมื่อภาพสีในช่วงครึ่งหลังของซอยคาวบอยปรากฏขึ้นมา มันก็ช่วยตอกย้ำให้เรามองเห็นถึง ความเป็นไทย หลากหลายเฉดสีได้ถนัดตายิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังไม่อยากที่จะแบ่งแยกว่าระหว่างเรื่องราวช่วงที่เป็นภาพขาวดำกับเรื่องราวช่วงที่เป็นภาพสีนั้น ช่วงใดจริง ช่วงใดลวง หรือช่วงใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่ากัน เพราะเมื่อเรื่องราวทั้งสองส่วนดำรงอยู่ในภาพยนตร์แล้ว เรื่องราวและภาพเหล่านั้นก็ล้วนถือเป็น ภาพตัวแทน ที่ไม่ใช่สัจธรรมอันจริงแท้สูงสุดทั้งสิ้น โดยอย่างน้อยที่สุด หนังเรื่องนี้ก็พยายามแสดงให้เราเห็นถึง ภาพตัวแทน อันหลากหลายของสังคมไทย ทั้งที่ปรากฏผ่านเฉดสีซึ่งเป็นรูปธรรมและนามธรรม ได้อย่างน่าสนใจ

 

ขณะเดียวกัน ตัวละครฝรั่งที่ถูกใส่ลงไปเป็นตัวละครหลักซึ่งมีบทบาททั้งสองช่วงในหนังว่าด้วยเมืองไทยที่สร้างขึ้นโดยฝรั่งเรื่องนี้ก็นับว่ามีความน่าสนใจ เนื่องจากการดำรงอยู่ของตัวละครดังกล่าวได้ส่งผลให้เรื่องเกี่ยวกับเมืองไทยในซอยคาวบอยไม่ได้ถูกมองอย่างเป็นวัตถุวิสัยมาก ๆ จนกระทั่งเมืองไทยมีสถานะเป็นดังวัตถุที่ถูกผลักไส/แยกขาดออกมาจากสายตาและความคิดเห็นของตัวผู้เล่าเรื่องที่เป็นฝรั่ง ทว่าเรื่องราวของหนังเรื่องนี้กลับถือกำเนิดขึ้นมาจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้างหนังที่เป็นฝรั่ง (ตัวละครฝรั่งในหนังก็ประกอบอาชีพเป็นผู้กำกับหนังเช่นกัน) กับสังคมไทย ดังนั้น ไม่ว่า ความเป็นไทย ในหนังจะมีเฉดสีเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็เกิดขึ้นมาจากปัจจัยภายนอกคือฝรั่งด้วย ไม่ใช่เกิดจากปัจจัยภายในสังคมไทยแต่เพียงประการเดียว (และแน่นอนว่าอย่างน้อยเรื่องราวเช่นนี้ก็มีความน่าสนใจยิ่งกว่าเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นมาจากมุมมองของรัฐไทย/คนไทย/ ความเป็นไทยกระแสหลัก แต่เพียงฝ่ายเดียว)

 

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ การตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถานะของผู้เล่าเรื่อง/ผู้ศึกษากับเรื่องหรือสังคมที่ถูกเล่า/ศึกษาอย่างยิ่งยวดนั้น อาจถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการสร้างผลงานทางวัฒนธรรม/วิชาการที่ทำการพิจารณาศึกษาเปรียบเทียบข้ามวัฒนธรรมในยุคร่วมสมัย ซึ่งแม้แต่งานศึกษาของนักมานุษยวิทยาเมื่อราวสองทศวรรษก่อนเองก็คงยังไม่ได้ตระหนักถึงประเด็นดังกล่าวอย่างจริงจังนัก

 

edit @ 30 Jan 2009 02:11:55 by ทัศนทรรศน์

Comment

Comment:

Tweet

กำลังตามหาดูอยู่ครับเรื่องนี้ อาจได้เข้าใจความหมายมากขึ้น

ขอบคุณครับ big smile

#1 By Seam - C on 2009-01-30 11:56